posted on 09 Dec 2008 20:17 by rungka
ถึงแม้ว่าจะมีเทคนิคแตกต่างกัน แต่วิธีการทั้งหมดในการทำจิตบำบัดมีลักษระพื้นฐานบางอย่างคล้ายคลึงกัน นั่นคือ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 2 คน อันมีผู้ป่วยและผู้รักษา โดยที่ผู้ป่วยจะถูกกระตุ้นด้วยกรรมวิธีต่าง ๆ ให้แสดงอารมณ์ และประสบการณ์ต่าง ๆ ออกมาอย่างอิสระเสรี โยไม่ต้องกลัวคำวิพากษ์วิจารณ์ หรือคำประนามจากผู้รักษา ผู้รักษาจะต้องมีสมารมณ์(Empathy)ซึ่งเป็นความเห็นอกเห็นใจ และความเข้าใจในปัญหาของผู้ป่วย แต่ก็ต้องไม่เข้าไปมีส่วนพัวพันทางอารมณ์กับสิ่งเหล่านั้นต้องวางตัวเป็นกลาง เพื่อจะได้เห็นความทุกข์ยากของผู้ป่วยได้เด่นชัดขึ้นและขณะเดียวกันผู้รักษาก็ต้องทำตัวเหมือนเป็นกระจกสะท้อนให้ผู้ป่วยได้เข้าใจตนเอง จิตบำบัดมีมากมายหลายแบบ พอจะจำแนกออกได้เป็น 3 ชนิด คือ
2.1 จิตบำบัดชนิดประคับประคอง มีจุดมุ่งหมายเพื่อ
-บรรเทาอาการของผู้ป่วยทันท่วงที หรือแก้ปัญหาโดยเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง
-ช่วยให้คืนสู่สภาวะสมดุลทางจิตใจในระยะเวลาอันสั้น
-เพิ่มกลไกป้องกันที่มีอยู่แวให้แข็งแรงขึ้น
-จัดการกับปัญหาในระดับจิตรู้สำนึก
-ลดความกดดันจากสิ่งแวดล้อมภายนอก
เทคนิคที่ใช้สำหรับจิตบำบัดชนิดนี้ โดยทั่วไปไม่ใช้เทคนิคอันใดอันหนึ่งโดยเฉพาะแต่ใช้หลายวิธีร่วมกัน การสังเกตดูอาการ พฤติกรรมของผู้ป่วยและแรงผลักดันจากสิ่งแวดล้อม จะช่วยบอกให้รู้ว่าเวลาใดควรใช้เทคนิคใด เทคตนิคที่ใช้มี 8 วิธีได้แก่ การให้ความเชื่อมั่น การสนับสนุน การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจกับความพึ่งพาอาศัย การแนะแนวหรือการแนะนำ การเบนความสนใจไปสู่ภายนอก การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม การเผชิญหน้า และการทำให้แจ่มแจ้ง
2.2 จิตบำบัดชนิดให้การศึกษษใหม่ มีจุดมุ่งหมายเพื่อ
-ให้เกิดความพยายามในการปรับตัวใหม่ที่ถูกต้องและเหมาะสม
-เปลี่ยนเป้าประสงค์หรือจุดมุ่งหมายผลายทางแต่เดิมให้สอดคล้องกับความสามารถในการสร้างสรรค์ที่มีอยู่จริง
-อาจช่วยหรือไม่ช่วยให้เกิดความเข้าใจถึงความขัดแย้งในระดับจิตรู้สำนึก
2.3 จิตบำบัดชนิดเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ มีจุดมุ่งหมายเพื่อ
-ไม่ต้องการให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นทันทีทันใด เช่นในจิตบำบัดประคับประคอง
-วิเคราะห์ และแปลความหมายของความขัดแย้งในระดับจิตไร้สำนึก
-ทำให้กลไกป้องกันและความต้านทานอ่อนกำลังลง
-ให้ผู้ป่วยเกิดการหยั่งเห็น
-มีการเปลี่ยนฏโครงวสร้างของบุคลิกภาพในวิถีทางที่ดีขึ้น
2.4 นิเวศน์บำบัด หมายถึงการรักาโดยการปรับปรุงและการดัดแปลงสิ่งแวดล้อมภายในโรงพยาบาลบเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น นิเวศน์บำบัดมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญอยู่ 2 ประการ คือ
-การย้ายผู้ป่วยจากสิ่งแวดล้อมเดิมที่มีความกดดันให้มาอยู่ในสถานการณ์ที่เงียบสงบและปลอดภัยกว่า เป็นสิ่งแวดล้อมใหม่ที่มีลักษณะของการปกปักรักษาผู้ป่วยจะรู้สึกปลอดภัยจากการดูถูกเหยียดหยาม และความรู้สึกไม่เป็นมิตรจากบุคคลอื่น และยังสามารถแสดงอารมณ์หรือความรู้สึกที่วุ่นวายออกมาโดยไม่มีใครคอยกล่าวโทษ
-ช่วยพัฒนาความสามารถทางสังคม ชีวิตในโรงพยาบาลทุกอย่าง กลายเป็นประสบการณ์เกี่ยวกับการรักษาอย่างหนึ่ง ทำให้มีมนุษย์สัมพันธ์ดีขึ้น ผู้ป่วยรู้จักเรียนรู้ในการวางแผนเป็นกลุ่มสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ
หลักการของการรักษา ประกอบด้วย การสร้างบรรยากาศในตึกผู้ป่วยให้มีความรู้สึกนับถือ ความเอิ้อเฟื้อ ความภูมิฐาน ความสงบ ความมั่นคงและอิสรภาพ การใช้เจตคติบำบัด การดัดแปลงสิ่งแวดล้อมภายในโรงพยาบาลและการให้ผู้ป่วยบางรายออกไปนอกโรงพยาบาลเพื่อประกอบกิจกรรมหรือการงานต่าง ๆตามที่ตนพอจะทำได้ เมื่อถึงตอนเย็นกับมาพักโรงพยาบาลเช่นเดิม
posted on 29 Oct 2008 12:05 by rungka
.
ทุก ๆ เช้าที่ตื่นขึ้นมา ฉันมักจะมีเป้าหมายอยู่ในใจเสมอว่า จะทำอะไร
ในระหว่างวันบ้างแต่ก็อีกนั่นล่ะ สิ่งที่คิดและวางแผนไว้ก็ไม่ค่อยเป็น
ไปตามที่คิดสักเท่าไหร่
.
วันนี้ก็อีกเช่นกันฉันตั้งใจว่าทำงานประจำวันเสร็จแล้ว จะหยิบหนังสือ
ที่อ่านค้างไว้ตั้งแต่เมื่อวานมาอ่านต่อให้จบ แต่ความง่วงเจ้ากรรม
กับทำให้ฉันเลือกที่จะนอนหลับในตอนบ่ายแทน
.
คงเป็นเพราะเมื่อคืนฉันใช้เวลาอยู่ในโลกไซเบอร์มากเกินไปนั่นเอง
จะว่าไปแล้วก็คงเหมือนกับชีวิตของคนในสังคมตอนนี้ที่มักจะใช้เวลา
วันล่ะหลาย ๆ ชั่วโมงปลดปล่อยตัวเองจากความวุ่นวายในโลกจริง ๆ
ให้เข้าไปท่องอยู่ในโลกไซเบอร์จนอาจจะเรียกได้ว่ากลายเป็นวิถีชีวิต
ประจำวันของใครหลาย ๆ คนกันไปแล้ว
.
ซึ่งก็ถือว่าเป็นการพักผ่อน เป็นการให้ความรู้ เป็นการให้ความบันเทิง
กับชีวิตอย่างนึงและยังได้มีโอกาสพบเจอเพื่อนใหม่ ๆ สังคมใหม่ ๆ ฯลฯ
และทุกอย่างนี้คงเป็นสิ่งที่ดีถ้าเรามีสติและไม่ไปยึดติดอะไรมากไป
จนเกินพอดี ซึ่งฉันเองซะอีกที่รู้อย่างนี้แล้วก็ยังมีบางครั้งที่เผลอไผล
ท่องอยู่ในโลกไซเบอร์นานเกินไปอย่างตั้งใจบ้าง ไม่ตั้งใจบ้าง
คุณล่ะเคยเป็นแบบนี้กันบ้างมั๊ย....
edit @ 29 Oct 2008 12:07:25 by rungka
posted on 27 Oct 2008 12:25 by rungka
.
“ไม่ได้รับ 1 สาย” ประโยคนี้ปรากฏขึ้นที่หน้าจอมือถือในขณะที่ฉัน
หยิบขึ้นมาในตอนสายของวัน กดดูเวลาจึงทำให้รู้ว่า เจ้าของเบอร์นี้
โทรมาตอน 02.40 น. แน่นอนว่าคนโทรมาก็คงไม่ได้หวังว่า
จะได้ยินเสียงฉันรับสายในเวลานั้นหรอก ฉันลองคิดเล่น ๆ ว่า
ถ้าฉันไม่ได้ปิดเสียงมือถือไว้และบังเอิญตื่นมารับสายของเขา
ในเวลานั้น เราจะคุยอะไรกันน่ะ ปกติที่คุยโทรศัพท์กันเราก็ไม่รู้
จะพูดอะไรกันอยู่แล้ว คงเป็นที่ฉันและเขาต่างก็เป็นคนพูดไม่เก่ง
ด้วยกันทั้งคู่ จะต่างกันที่ตรง เขาเองแม้จะพูดไม่เก่งแต่ถ้าเป็นเรื่อง
ขีด ๆ เขียน ๆ แล้ว เขาทำได้ดีทีเดียว แต่ฉันนี่สิพูดไม่เก่งแล้วยัง
เขียนไม่เก่งอีกด้วย และก็อีกเช่นกันที่มักจะเกิดช่องว่างอยู่เสมอ
เวลาที่เราพูดคุยกัน เพราะต่างคนก็ต่างเงียบน่ะสิ ฉันอดที่จะอมยิ้มไม่ได้
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาทีไร แม้ว่าบ่อยครั้ง ที่เราจะจบการสนทนาลงอย่างรวดเร็ว
ในเวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ฉันค่อนข้างแน่ใจว่า เราต่างก็ใช้เวลาไม่น้อย
ในการตัดสินใจ ว่าจะโทรหากันในแต่ละครั้ง แต่อะไรก็ไม่รู้ที่ทำให้
ฉันก็ยังอยากจะพูดคุยกับเขาอยู่เสมอ........
edit @ 27 Oct 2008 12:30:38 by rungka